คุณทราบวิธีคำนวณจุดน้ำค้าง (Dew Point) และความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity) สำหรับระบบลมอัดของคุณหรือไม่? การเข้าใจค่าทั้งสองนี้ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Dew Point และ Relative Humidity จะช่วยให้คุณดูแลระบบลมอัดให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดปัญหาการเกิดหยดน้ำหรือความชื้นสะสมภายในระบบ สิ่งสำคัญคือการทราบว่าอากาศมีความชื้นอยู่มากเพียงใด เทียบกับปริมาณความชื้นสูงสุดที่อากาศสามารถรองรับได้ การวัดหรือคำนวณค่า Dew Point และ Relative Humidity (RH) จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจส่งผลต่อระบบลมอัดและกระบวนการผลิตได้ ต่อไปนี้คือวิธีตรวจสอบว่าค่า Pressure Dew Point ของคุณสูงเกินไปหรือไม่ และแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ความสัมพันธ์ระหว่างความชื้นสัมพัทธ์และจุดน้ำค้าง

ความชื้นสัมพัทธ์และจุดน้ำค้างแตกต่างกันอย่างไร? แม้ว่าทั้งสองแนวคิดจะมีความเกี่ยวข้องกัน แต่ Dew Point สามารถอธิบายได้ว่าเป็นอุณหภูมิและความดันที่อากาศมีความชื้นสัมพัทธ์อยู่ที่ 100%

  • จุดน้ำค้าง (Dew Point) คืออุณหภูมิที่ไอน้ำเปลี่ยนสถานะจากก๊าซกลายเป็นของเหลวภายใต้ความดันที่กำหนด ยิ่งอากาศแห้งมาก ค่า Dew Point ก็จะยิ่งต่ำลง
  • ความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity) คือค่าที่ใช้วัดปริมาณไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศ เทียบกับปริมาณสูงสุดที่อากาศสามารถกักเก็บได้ โดยค่าความชื้นสัมพัทธ์ขึ้นอยู่กับทั้งอุณหภูมิและความดัน อากาศที่มีอุณหภูมิสูงและความดันต่ำจะสามารถกักเก็บไอน้ำได้มากกว่าอากาศที่มีอุณหภูมิต่ำและความดันสูง

เมื่ออากาศเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว หรือมีความชื้นสัมพัทธ์ 100% อากาศจะไม่สามารถรับไอน้ำเพิ่มได้อีก และความชื้นส่วนเกินจะเกิดการควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำ

Dew Point คืออะไร?

จุดน้ำค้าง (Dew Point) คืออุณหภูมิที่ไอน้ำในอากาศเริ่มควบแน่นกลายเป็นของเหลว โดย Dew Point เป็นค่าที่ใช้บ่งบอกปริมาณความชื้นที่มีอยู่ในอากาศ ยิ่งค่า Dew Point สูง ก็ยิ่งหมายความว่าอากาศมีความชื้นมากขึ้น

ปริมาณไอน้ำที่อากาศสามารถกักเก็บได้ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับอุณหภูมิ อากาศที่อุ่นกว่าจะสามารถกักเก็บไอน้ำได้มากกว่าอากาศที่เย็นกว่า

เมื่ออากาศถูกทำให้เย็นลงภายใต้ความดันคงที่ อากาศจะค่อย ๆ เข้าใกล้ภาวะอิ่มตัวมากขึ้น และเมื่ออุณหภูมิลดลงต่อไป ความชื้นส่วนเกินจะเริ่มควบแน่นกลายเป็นของเหลว อุณหภูมิ ณ จุดที่เกิดกระบวนการนี้ เรียกว่า “จุดน้ำค้าง”

เราสามารถเห็นปรากฏการณ์นี้ได้ตามธรรมชาติภายใต้ความดันบรรยากาศ อากาศที่อุ่นในช่วงเวลากลางวันสามารถกักเก็บความชื้นได้มากกว่า เมื่ออุณหภูมิลดลงในช่วงกลางคืน ความชื้นจะเริ่มควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำบนพื้นหญ้าและพื้นผิวต่าง ๆ

ยิ่งอากาศมีความชื้นมาก อุณหภูมิที่เริ่มเกิดการควบแน่นก็จะยิ่งสูงขึ้น แต่หากอากาศมีความชื้นต่ำมาก การควบแน่นอาจไม่เกิดขึ้นจนกว่าอุณหภูมิจะต่ำกว่าจุดเยือกแข็งของน้ำ ซึ่งเราเรียกจุดนี้ว่า “Frost Point”

ความแตกต่างระหว่าง Atmospheric Dew Point, Pressure Dew Point และ Frost Point

Atmospheric Dew Point, Pressure Dew Point และ Frost Point เป็นคำที่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่มีนิยามและการใช้งานที่แตกต่างกันเล็กน้อย ดังนี้:

  • Atmospheric Dew Point คืออุณหภูมิที่ไอน้ำในอากาศเริ่มควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำภายใต้ความดันบรรยากาศปกติ (ประมาณ 14.7 PSI ที่ระดับน้ำทะเล หรือประมาณ 1 บาร์) ค่า Atmospheric Dew Point มีความสัมพันธ์กับความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ยิ่งอากาศมีความชื้นมาก อุณหภูมิที่เริ่มเกิดหยดน้ำก็จะยิ่งสูง แนวคิดนี้มีความสำคัญในด้านอุตุนิยมวิทยา
  • Pressure Dew Point คือค่าจุดน้ำค้างของอากาศภายใต้แรงดัน เช่น ในระบบลมอัด โดยเป็นค่าที่ใช้วัดปริมาณความชื้นในอากาศ ณ ระดับแรงดันที่กำหนด ยิ่งแรงดันสูง อากาศจะยิ่งกักเก็บความชื้นได้น้อยลง ส่งผลให้อุณหภูมิ Dew Point สูงขึ้น ซึ่งแต่ละอุตสาหกรรมหรือการใช้งานจะมีข้อกำหนดค่า Pressure Dew Point ที่แตกต่างกัน
  • Frost Point คืออุณหภูมิที่ไอน้ำควบแน่นกลายเป็นน้ำแข็งหรือเกล็ดน้ำค้างแข็ง โดยทั่วไปจะเกิดที่อุณหภูมิต่ำกว่า 0°C (32°F) Frost Point จะเกิดแทน Dew Point เมื่ออากาศแห้งมาก จนค่า Dew Point ต่ำกว่าจุดเยือกแข็งของน้ำ

Relative Humidity คืออะไร?

ความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity หรือ RH) คือค่าที่ใช้วัดระดับความอิ่มตัวของความชื้นในอากาศ หรือกล่าวอีกอย่างคือ เป็นการวัดว่ามีไอน้ำอยู่ในอากาศมากเพียงใดเมื่อเทียบกับปริมาณสูงสุดที่อากาศสามารถกักเก็บได้ อย่างไรก็ตาม RH เป็นค่า “สัมพัทธ์” จึงไม่ได้บอกปริมาณความชื้นทั้งหมดในอากาศโดยตรง แต่เป็นการบอกว่าอากาศเข้าใกล้จุดอิ่มตัวมากเพียงใด ณ อุณหภูมิและความดันที่กำหนด เมื่อ RH อยู่ที่ 100% หมายความว่าอากาศอิ่มตัวเต็มที่ และหากมีความชื้นเพิ่มเข้ามาอีก จะเริ่มเกิดการควบแน่นเป็นหยดน้ำทันที ในขณะที่ RH 50% หมายความว่าอากาศยังสามารถรับความชื้นเพิ่มเติมได้โดยยังไม่เกิดการควบแน่น

เช่นเดียวกับ Dew Point ค่า Relative Humidity มีความสัมพันธ์โดยตรงกับอุณหภูมิ ตัวอย่างเช่น วันที่มีอุณหภูมิ 40°F และ RH 100% จะมีปริมาณความชื้นจริงในอากาศน้อยกว่าวันที่มีอุณหภูมิ 85°F และ RH 50% นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมอากาศเย็นจึงให้ความรู้สึกแห้งกว่า แม้ค่าความชื้นสัมพัทธ์จะเท่ากัน เมื่ออากาศเย็นลง ค่า RH จะเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะไม่มีความชื้นเพิ่มเติมเข้าสู่อากาศก็ตาม และเมื่อ RH เพิ่มถึง 100% ก็จะถือว่าอากาศถึง “จุดน้ำค้าง” แล้ว

ตารางเปรียบเทียบ Dew Point และ Relative Humidity

ตารางนี้แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง Relative Humidity และอุณหภูมิ Dew Point เมื่อความชื้นสัมพัทธ์อยู่ที่ 100% ค่า Dew Point และอุณหภูมิอากาศจะเท่ากัน (เส้นทแยงมุมด้านขวาสุด) หากความชื้นสัมพัทธ์อยู่ที่ 50% (เส้นทแยงสีน้ำเงิน) ในวันที่อุณหภูมิ 90°F (เส้นแนวนอนสีน้ำเงิน) ค่า Dew Point จะอยู่ที่ประมาณ 70°F (เส้นแนวตั้งสีน้ำเงิน) ซึ่งหมายความว่าเมื่ออุณหภูมิลดลงถึงระดับนี้ ไอน้ำจะเริ่มควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำ ในกรณีที่ความชื้นสัมพัทธ์อยู่ที่ 5% และอุณหภูมิอากาศ 85°F ค่า Dew Point จะอยู่ที่ประมาณ 10°F ซึ่งต่ำกว่าจุดเยือกแข็งของน้ำ (32°F) ดังนั้นจึงเกิดน้ำค้างแข็งแทนหยดน้ำ และในกรณีนี้จะเรียกว่า Frost Point

การคำนวณ Pressure Dew Point และ Relative Humidity สำหรับระบบลมอัด

ปริมาณความชื้นภายในระบบลมอัดของคุณ ขึ้นอยู่กับความชื้นของอากาศภายนอกเป็นอย่างมาก ยิ่งอากาศที่ถูกดูดเข้าสู่ระบบมีความชื้นสูง ก็ยิ่งมีไอน้ำและโอกาสเกิดการควบแน่นภายในระบบลมอัดมากขึ้น

จุดน้ำค้างในระบบลมอัดเรียกว่า Pressure Dew Point (PDP) หรือค่าจุดน้ำค้างภายใต้แรงดันที่ระบบกำลังทำงานอยู่ ซึ่งแตกต่างจาก Atmospheric Dew Point ที่เป็นจุดน้ำค้างของอากาศภายใต้ความดันบรรยากาศปกติ ทั้งค่า Relative Humidity และ Dew Point จะเปลี่ยนแปลงตามแรงดันของอากาศ เมื่ออากาศถูกอัด ความชื้นส่วนเกินจะถูกบีบออกจากอากาศ คล้ายกับการบีบน้ำออกจากฟองน้ำ

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ความสามารถในการกักเก็บไอน้ำของอากาศขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ นั่นหมายความว่า อากาศขนาด 1 ลูกบาศก์เมตร (m³) ที่อุณหภูมิเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นอากาศปกติหรืออากาศอัด ก็สามารถกักเก็บน้ำได้ในปริมาณเท่ากัน

แต่ในกระบวนการอัดอากาศ เรากำลังบีบอัดโมเลกุลของอากาศและไอน้ำจำนวนมากเข้าไปในพื้นที่เดิม หากเพิ่มแรงดันจาก 1 บาร์ (ความดันบรรยากาศ) เป็น 8 บาร์ (ประมาณ 116 PSI) อากาศขนาด 1 m³ จะถูกบีบให้เหลือพื้นที่เพียง 1/8 m³ ส่งผลให้อากาศอัด 1 m³ มีปริมาณไอน้ำมากกว่าอากาศปกติถึง 8 เท่า

หากอากาศก่อนเข้าสู่ระบบมีความชื้นอิ่มตัวอยู่แล้ว (100% RH) ความชื้นส่วนเกินทั้งหมดจะควบแน่นกลายเป็นน้ำภายในระบบทันที

ดังนั้น ผู้ผลิตจึงจำเป็นต้องทราบค่า Dew Point และ Relative Humidity ภายใต้แรงดันและอุณหภูมิการทำงานจริงของระบบ เพื่อประเมินว่ามีความชื้นอยู่ในระบบมากเพียงใด (Absolute Humidity) และระบบเข้าใกล้จุดอิ่มตัวหรือจุดเกิดการควบแน่น (100% Relative Humidity) มากแค่ไหน

ตาราง Pressure Dew Point (จุดน้ำค้างของลมอัด)

ตารางนี้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่า Dew Point ของอากาศภายใต้ความดันบรรยากาศ เทียบกับค่า Dew Point ของอากาศที่แรงดัน 7 บาร์ (ประมาณ 102 PSI) และ 3 บาร์ (ประมาณ 44 PSI) เมื่อระบบทำงานที่แรงดันสูงขึ้น ค่า Pressure Dew Point หรืออุณหภูมิที่ไอน้ำเริ่มควบแน่นกลายเป็นของเหลว ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

อุณหภูมิลมอัดและค่า Pressure Dew Point

โปรดจำไว้ว่าความดันไออิ่มตัวของอากาศภายในระบบลมอัดขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ และอุณหภูมิของอากาศจะเปลี่ยนแปลงตลอดการไหลผ่านระบบอากาศที่ออกมาจากเครื่องอัดลมโดยตรงจะมีอุณหภูมิสูงมาก จึงสามารถกักเก็บความชื้นได้มากกว่าอากาศที่เย็นกว่า นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการควบแน่นของน้ำจึงมักเกิดขึ้นภายในถังเก็บลม (Air Receiver) หรือระหว่างที่ลมอัดไหลผ่านท่อลม เช่นเดียวกับการเกิดน้ำค้างในช่วงกลางคืนเมื่ออากาศเย็นลง การควบแน่นภายในระบบลมอัดก็จะเริ่มเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิของลมอัดลดลงจนถึงค่า Dew Point

วิธีวัด Pressure Dew Point สำหรับระบบลมอัด

การวัดค่า Dew Point มักเป็นกระบวนการที่ไม่ซับซ้อน วิธีที่ง่ายที่สุดในการตรวจสอบค่า Pressure Dew Point (PDP) ของระบบลมอัด คือการวัดโดยตรง คุณสามารถวัดค่า PDP ได้โดยใช้เซนเซอร์วัด Dew Point ซึ่งเซนเซอร์จะตรวจวัดอุณหภูมิและปริมาณความชื้นในอากาศ เพื่อคำนวณจุดที่เริ่มเกิดการควบแน่น

หากกระบวนการผลิตของคุณมีความไวต่อความชื้นสูง สามารถใช้เครื่อง Hygrometer แบบแยกเฉพาะ เพื่อวัดระดับความชื้นในลมกระบวนการได้อย่างแม่นยำ Hygrometer คืออุปกรณ์ที่ใช้วัดความชื้นในอากาศโดยตรง ซึ่งอาจทำงานผ่านหลักการระเหยความร้อน (เปรียบเทียบอุณหภูมิ Wet Bulb และ Dry Bulb) หรือใช้วัสดุที่ขยายและหดตัวตามระดับความชื้น ปัจจุบัน Hygrometer แบบดิจิทัลสมัยใหม่ มักใช้เซนเซอร์ชนิดความต้านทานไฟฟ้า (Resistance Sensor) หรือเซนเซอร์แบบ Capacitive ในการตรวจวัดระดับความชื้นและคำนวณค่า Dew Point

หากคุณใช้เครื่องทำลมแห้ง (Air Dryer) ภายในระบบ อุปกรณ์ดังกล่าวมักมีเซนเซอร์วัด Dew Point ติดตั้งมาในตัว เพื่อใช้ตรวจสอบค่า Dew Point ของลมอัด และควบคุมการทำงานของเครื่องให้รักษาระดับความชื้นให้อยู่ภายในค่าที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบและสอบเทียบระบบด้วยเครื่อง Hygrometer ภายนอกอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง หรือเมื่อพบปัญหาที่ทำให้สงสัยว่าเครื่องทำลมแห้งไม่สามารถควบคุมค่า Dew Point ได้อย่างถูกต้อง

วิธีคำนวณ Dew Point และ Relative Humidity สำหรับระบบลมอัด

คุณยังสามารถคำนวณค่า Dew Point และ Relative Humidity สำหรับระบบลมอัดได้เช่นกัน โดยเริ่มจากการทราบปริมาณความชื้นในอากาศที่เข้าสู่เครื่องอัดลม ขั้นแรก จำเป็นต้องคำนวณค่า Absolute Humidity ของอากาศขาเข้า หรือปริมาณไอน้ำทั้งหมดที่อยู่ในอากาศต่อหนึ่งหน่วยปริมาตร เราสามารถคำนวณค่า Absolute Humidity ในหน่วยกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (g/m³) ได้ หากทราบค่า Relative Humidity และอุณหภูมิของอากาศขาเข้า ในการคำนวณค่า Absolute Humidity (g/m³) จำเป็นต้องใช้:

  • อุณหภูมิอากาศขาเข้าในหน่วยองศาเซลเซียส
  • ค่า Relative Humidity (RH) ในรูปเปอร์เซ็นต์
  • ค่าลอการิทึมธรรมชาติ (e)

โดยใช้สูตรคำนวณดังนี้:

Absolute Humidity

หรือคุณสามารถใช้เครื่องคำนวณออนไลน์สำหรับแปลงค่า RH เป็น AH เพื่อช่วยคำนวณได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

ขั้นตอนต่อไป คือการหาความสามารถในการกักเก็บความชื้นของลมอัด หรือที่เรียกว่า Saturation Vapor Density หรือจุดอิ่มตัวของไอน้ำ ซึ่งค่าดังกล่าวขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของลมอัด วิธีที่ง่ายที่สุดคือการอ้างอิงจากกราฟหรือ ตาราง Saturation Curve ลักษณะดังนี้:

ค่า Dew Point ของระบบ คือจุดที่ค่า Relative Humidity (RH) ของลมอัดเท่ากับ 100% หรือจุดที่ปริมาณความชื้นจริงในอากาศ (Absolute Humidity) เท่ากับความสามารถสูงสุดที่ลมอัดสามารถกักเก็บความชื้นได้

ค่า RH สามารถคำนวณได้จากสูตร:

RH = (ความหนาแน่นไอน้ำจริง / ความหนาแน่นไอน้ำอิ่มตัว) × 100

หากค่า RH มากกว่า 100% จะเกิดการควบแน่นภายในระบบ ส่วนค่าที่ต่ำกว่า 100% จะบ่งบอกระดับความชื้นสัมพัทธ์ของระบบ และแสดงให้เห็นว่าระบบเข้าใกล้จุด Dew Point มากเพียงใด

เหตุใด Dew Point จึงสำคัญต่อระบบลมอัด?

Dew Point เป็นปัจจัยสำคัญของคุณภาพลมอัด เพราะเป็นค่าที่บ่งบอกว่ามีความชื้นอยู่ในลมอัดมากเพียงใด หากค่า Dew Point สูงเกินไป หรือมีความชื้นในระบบลมอัดมากเกินไป อาจก่อให้เกิดปัญหากับระบบลมอัด เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ลม รวมถึงส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตได้ นอกจากนี้ หากลมอัดของคุณต้องเป็นไปตามมาตรฐานความสะอาดของ ISO ค่า Dew Point ที่สูงเกินกำหนด อาจทำให้ระบบไม่ผ่านข้อกำหนดมาตรฐานดังกล่าว ดังนั้น เพื่อปกป้องระบบ ลดปัญหาการใช้งาน และรักษาคุณภาพการผลิต ควรควบคุมค่า Pressure Dew Point ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานของแต่ละอุตสาหกรรม

ปัญหาที่พบบ่อยจากความชื้นในระบบลมอัด

ความชื้นที่มากเกินไปในระบบลมอัด อาจก่อให้เกิดปัญหาหลายด้าน ทั้งต่อระบบ เครื่องมือ และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ได้แก่:

  • การกัดกร่อน (Corrosion): ความชื้นทำให้ชิ้นส่วนโลหะเกิดสนิมและการกัดกร่อน ทั้งในตัวเครื่องอัดลม ระบบท่อลม และอุปกรณ์ที่ใช้ลมอัด
  • คุณภาพผลิตภัณฑ์ (Product Quality): หลายอุตสาหกรรม เช่น งานพ่นสี การผลิตยา อาหาร และเคมีภัณฑ์ มีความไวต่อความชื้นในลมกระบวนการ ความชื้นส่วนเกินอาจทำให้ผงแห้งจับตัวเป็นก้อน อาหารเสื่อมคุณภาพ สีพองหรือยึดเกาะไม่ดี รวมถึงทำให้พลาสติกที่ขึ้นรูปด้วยระบบ Injection Molding เกิดการแยกชั้น นอกจากนี้ หากเกิดสนิมภายในระบบ อนุภาคสนิมอาจหลุดปนเปื้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตได้
  • การแข็งตัวจากอุณหภูมิต่ำ (Freezing): น้ำควบแน่นที่สะสมในท่อควบคุม วาล์ว หรือสายลม อาจแข็งตัวเมื่ออุณหภูมิลดลง และเนื่องจากน้ำขยายตัวเมื่อกลายเป็นน้ำแข็ง จึงอาจทำให้อุปกรณ์เสียหายได้
  • ปัญหาระบบควบคุม (Control Problems): น้ำและสนิมในท่อควบคุม อาจทำให้เกิดการอุดตัน หรือทำให้เครื่องมือวัดและระบบควบคุมของเครื่องอัดลมแสดงค่าผิดพลาด
  • การเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ (Microbial Growth): น้ำที่สะสมในระบบลมและท่อควบคุม เป็นแหล่งสะสมของเชื้อราและแบคทีเรีย ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพสินค้า โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารและยา รวมถึงอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพของพนักงาน
  • ประสิทธิภาพการหล่อลื่นลดลง (Poor Lubrication): น้ำและสนิมภายในเครื่องอัดลมหรือเครื่องมือลม จะลดประสิทธิภาพของสารหล่อลื่น และทำให้ชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวเกิดความเสียหายได้ง่ายขึ้น
  • ปัญหาด้านมาตรฐาน (Compliance Problems): หากระบบลมอัดต้องผ่านมาตรฐานความสะอาด ISO 8573 ความชื้นที่มากเกินไปจะทำให้ระบบไม่เป็นไปตามข้อกำหนดดังกล่าว

ค่า Dew Point ที่เหมาะสมสำหรับระบบลมอัดควรอยู่ที่เท่าไร?

ระบบตรวจวัด Dew Point แบบต่อเนื่อง จะช่วยแสดงค่า Dew Point ที่ระบบลมอัดกำลังทำงานอยู่ในปัจจุบัน โดยทั่วไป ระบบลมอัดมักมีค่า Dew Point อยู่ระหว่าง 50°F ถึง 94°F สำหรับหลายอุตสาหกรรม จำเป็นต้องลดค่า Dew Point ลงด้วยการกำจัดความชื้นออกจากลมอัด ซึ่งมักใช้ร่วมกันระหว่างเครื่องทำลมแห้ง (Air Dryer) ถังเก็บลม และระบบกรอง เพื่อควบคุมความชื้นให้เป็นไปตามมาตรฐานที่แต่ละกระบวนการต้องการ

  • สำหรับงานอุตสาหกรรมทั่วไป เช่น การใช้เครื่องมือลม หรือระบบลำเลียงแบบนิวเมติก ค่า Pressure Dew Point ประมาณ 50°F หรือสูงกว่าเล็กน้อย ก็เพียงพอในการป้องกันการเกิดน้ำภายในระบบ ท่อลม และอุปกรณ์
  • สำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องการลมแห้งมากเป็นพิเศษ เช่น ห้องพ่นสี งานพิมพ์ อุตสาหกรรมอาหาร และยา อาจต้องควบคุมค่า Pressure Dew Point ให้ต่ำถึง -40°F หรือแม้แต่ -100°F

Dew Point และข้อกำหนดมาตรฐาน ISO สำหรับระบบลมอัด

หากการใช้งานของคุณต้องการให้ลมอัดเป็นไปตามมาตรฐานความสะอาด ISO จำเป็นต้องควบคุมค่า Dew Point ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านปริมาณความชื้นที่อนุญาต ปริมาณความชื้นถือเป็นหนึ่งในปัจจัยด้านคุณภาพลมอัดตามมาตรฐาน ISO 8573 (ร่วมกับปริมาณฝุ่นละอองและน้ำมันปนเปื้อน) โดยมาตรฐานนี้กำหนดให้ลมอัดในระดับ Purity Class 6 ลงไป ต้องผ่านข้อกำหนดด้าน Vapor Pressure Dew Point อย่างเข้มงวด (สำหรับ Class 7–9 จะวัดความชื้นในหน่วยกรัมน้ำต่อลูกบาศก์เมตรของอากาศ)

  • Class 6: ≤ 50°F Vapor Pressure Dew Point
  • Class 5: ≤ 45°F Vapor Pressure Dew Point
  • Class 4: ≤ 37°F Vapor Pressure Dew Point
  • Class 3: ≤ -4°F Vapor Pressure Dew Point
  • Class 2: ≤ -40°F Vapor Pressure Dew Point
  • Class 1: ≤ -94°F Vapor Pressure Dew Point
  • Class 0: ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดเฉพาะของกระบวนการผลิต

วิธีลดค่า Dew Point ในระบบลมอัด

คุณสามารถลดค่า Dew Point ของระบบลมอัดได้ โดยการกำจัดความชื้นส่วนเกินออกจากลมอัด สำหรับงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ จำเป็นต้องใช้เครื่องทำลมแห้ง (Compressed Air Dryer) เพื่อช่วยลดค่า Dew Point ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อกระบวนการใช้งานลมอัด นอกจากนี้ อุปกรณ์อย่าง After-cooler, ถังเก็บลม (Air Receiver Tank) และไส้กรองแยกน้ำ (Water Separator Filter) ยังช่วยกำจัดน้ำส่วนเกินออกจากระบบ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องทำลมแห้งได้อีกด้วย

เครื่องทำลมแห้ง (Air Dryer)

เครื่องทำลมแห้ง (Air Dryer) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการกำจัดความชื้นส่วนเกินและลดค่า Dew Point ของลมอัด หากระบบต้องการลมอัดที่มีค่า Pressure Dew Point ต่ำกว่า 50°F จำเป็นต้องใช้เครื่องทำลมแห้งบางประเภท เครื่องทำลมแห้งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่:

  • Refrigerated Air Dryer
    ทำงานโดยลดอุณหภูมิของลมอัดลงเหลือประมาณ 33–40°F เพื่อให้ความชื้นส่วนเกินควบแน่นกลายเป็นน้ำ จากนั้นจึงปรับอุณหภูมิของลมกลับสู่ระดับปกติก่อนส่งเข้าสู่ระบบ วิธีนี้ช่วยลดค่า Dew Point ลงได้ถึงประมาณ 33–40°F ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรม
  • Desiccant Air Dryer
    กำจัดความชื้นออกจากลมด้วยกระบวนการทางเคมี โดยสามารถลดค่า Dew Point ได้ถึง -40 ถึง -100°F ทำให้ได้ลมแห้งพิเศษ เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมหรือกระบวนการที่ไวต่อความชื้นสูง

After-Cooler และระบบถังเก็บลม (Air Storage)

การติดตั้ง After-Cooler และถังเก็บลมแบบเปียก (Wet Storage Tank) ภายในระบบ สามารถช่วยลดค่า Dew Point ของลมอัดได้ พร้อมทั้งช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องทำลมแห้ง อากาศจะค่อย ๆ เย็นตัวลงภายในระบบ After-Cooling หรือภายในถังเก็บลมที่ติดตั้งอยู่ระหว่างชุดระบายความร้อนและเครื่องทำลมแห้ง ส่งผลให้ความชื้นส่วนใหญ่ควบแน่นและแยกตัวออกจากลมอัดก่อนเข้าสู่เครื่องทำลมแห้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การกรอง (Filtration)

ไส้กรองแยกน้ำ (Water Separator Filter) หรือกับดักน้ำ (Water Trap) ใช้สำหรับกำจัดความชื้นส่วนเกินที่ควบแน่นกลายเป็นของเหลวภายในระบบลมอัด ด้วยกระบวนการแยกเชิงกล (Mechanical Separation)

Domnick (Thailand) มีโซลูชันระบบทำลมแห้งที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการผลิตของคุณ เราพร้อมช่วยวิเคราะห์ค่า Dew Point ที่เหมาะสมสำหรับการใช้งาน และออกแบบระบบทำลมแห้ง เพื่อให้คุณได้รับลมอัดที่สะอาด แห้ง และมีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ